ความหวังที่ไม่หยุดนิ่ง
Published on March 29, 2026

“ธรรมชาติรังแกมนุษย์ หรือ มนุษย์รังแกธรรมชาติ” ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าการเป็นผู้ประสบภัยพิบัติ ต่างๆมักเกิดจากธรรมชาติโดยตรง แต่ลืมมองย้อนไปถึงสาเหตุที่แท้จริงว่าต้นตอเกิดจากอะไร แท้จริงแล้วธรรมชาติ สร้างมนุษย์ โดยมนุษย์เป็นผู้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรนั้นก็น้อยลงไปเรื่อยจนหมดไปในที่สุดคงหลงเหลือ แต่เพียงกากของเสียที่เกิดจากมนุษย์ และของเสียเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์

ภาพที่1 แสดงการใช้พื้นที่บนเขาบริเวณเทือกเขาเพชรบูรณ์
จากภาพที่ 1 เป็นการใช้พื้นที่บนเขาในการเกษตรกรรม กิจกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบทางตรงต่อมนุษย์ที่อาศัย ในพื้นที่ราบเชิงเขา กล่าวคือเมื่อมีการถากถางป่าทำลายต้นไม้ เปิดหน้าดินเพื่อทำการเกษตร และมีการใช้สารเคมี เมื่อ ฝนตกลงมาจะทำให้เกิดน้ำชะหน้าดิน และหากเกิดฝนในปริมาณมากจะทำให้เกิดดินโคลนถล่ม เกิดน้ำป่าไหลหลากลง มาจนเกิดน้ำท่วมในที่สุด ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่โดยตลอดจากฝีมือมนุษย์ และมนุษย์มักกล่าวโทษธรรมชาติเสมอ โดยผลที่ตามมานอกเหนือจากภัยธรรมชาติยังมีผลกระทบกับทรัพยากรน้ำ กล่าวคือน้ำต้นทุนที่ที่ใช้ในการดำรงชีวิตนั้น เสื่อมโทรม และปนเปื้อนสารเคมีในการเกษตรมาก หากมองผลกระทบที่ตามมานั้นย่อมส่งผลโดยตรง และมนุษย์ก็ย่อม ได้รับสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับน้ำที่ชะหน้าดินนั้นตามมาผ่านน้ำสะอาดที่เกิดจากกระบวนการผลิตน้ำประปา

จากภาพที่ 2-3 จะเห็นได้ว่า น้ำดิบที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตน้ำประปามีลักษณะเป็นดินโคลน และมี ปริมาณตะกอนมาก หากพิจารณาจะเห็นว่าตะกอนดินที่มากเหล่านั้นเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ผลที่ตามมาคือ สารเคมีที่ปนเปื้อนย่อมละลายมากับน้ำดิบต้นทุนที่ใช้ในการผลิตน้ำประปา จนก่อให้เกิดการใช้สารเคมีสำหรับบำบัด น้ำประปาในปริมาณมากเพื่อกำจัดตะกอนความขุ่นเหล่านั้น และจากภาพที่ 4 จะเห็นว่าการทดลองเพื่อหาปริมาณสาร ตกตะกอนที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการบำบัดน้ำดิบให้สะอาดนั้น จะเห็นว่าปริมาณตะกอนที่ได้หลังเติมสารตกตะกอนมี ปริมาณสูงมาก แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีการใช้ประโยชน์ที่ดินมากเท่าไหร่ ผลที่ตามมาคือตะกอน น้ำดิบมีปริมาณมาก ตามมา และการนำน้ำดิบนั้นมาผลิตน้ำสะอาดก็ย่อมต้องใช้สารเคมีในการตกตะกอนมากขึ้นตามมาด้วย และนอกจาก ปัญหามลพิษทางน้ำที่เกิดขึ้นจากการเกษตรกรรม ยังมีปัญหาต่อสภาพภูมิอากาศที่ตามมากล่าวคือภาวะโลกร้อน เนื่องจากป่าไม้น้อยลง ปัญหาเหล่านี้นับเป็นปัญหาที่สำคัญเชิงโครงสร้างที่ยังแก้ไม่ได้ เพราะการลักลอบทำการเกษตร บริเวณที่ราบเชิงเขา หรือในบริเวณหุบเขา หรือที่เรียกว่าการทำไร่เลื่อนลอยนั้น ยังมีอยู่โดยตลอด และเป็นปัญหาที่ สำคัญที่ยังไม่สามารถจัดการได้
การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจถึงผลกระทบที่ตามมาของสภาพปัญหา และการปลูกฝังให้ เยาวชนรวมถึงประชากรในพื้นที่ตระหนักรู้ถึงป่าต้นน้ำ ย่อมเป็นการแก้ไขปัญหาที่ควรกระทำอยู่โดยตลอด เพื่อให้มีการ ตื่นรู้ในหน้าที่พลเมืองที่ดีโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำ และเป็นการป้องกันปัญหาภาวะโลกร้อนที่ตามมา แต่โอกาสหรือช่องทางทำมาหากินของเกษตรกรย่อมน้อยลงตามไปด้วย เนื่องจากข้อจำกัดด้านที่ดินทางการเกษตร และการประชาสัมพันธ์จนทำให้ประชากรในพื้นที่ตื่นรู้ ย่อมเป็นไปได้ยากถ้าหน่วยงานภาครัฐไม่ผลักดันส่งเสริม รวมถึง การให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้เป็นโจทย์สำคัญสำหรับหน่วยงานภาครัฐที่ต้องหาวิธีหรือแนวทางในการเพิ่ม รายได้จากช่องทางอื่นนอกเหนือจากการเกษตรบนภูเขาให้แก่ประชากรในพื้นที่ เพื่อเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิด แรงจูงใจของประชากรในพื้นที่ในการประกอบอาชีพอื่นที่มีผลตอบแทนดีกว่าการทำไร่เลื่อนลอยด้วย
